ความสามารถพิเศษ

posted on 20 Sep 2011 11:01 by happyanncan
 

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยการแข่งขัน อย่างสูงส่งเช่นนี้ เฮ้อ ทำให้คนทำงานอย่างเราๆ เหนื่อยอ่อนได้ทุกวี่วันนะคะ จากการแข่งขันด้านธุรกิจการค้าก็แพร่กระจายมายังชีวิตประจำวันของเรา แข่งกันตั้งแต่ตื่น ตื่นเร็วกว่าก็สามารถจับจองพื้นที่บนถนนได้ก่อน ตื่นช้ากว่ามาทีหลังก็รถติดไป ถึงที่ทำงานก่อนก็สามารถเลือกซื้อของกินมื้อเช้าได้ก่อน มาทีหลังก็อดกินไปเพราะว่ามันหมดแล้ว อยากดูหนังสักเรื่องแบบว่าเข้าฉายวันนี้จะดูวันนี้ อุตส่าห์รีบไปจองตั๋วตั้งแต่รอบแรก ก็ยังไม่ทันผู้ที่โทรมาจองก่อนซะงั้น สมัยนี้การแข่งขันฝังลึกลงในซีรีบัมตั้งแต่ยังเรียนอนุบาล แค่จะเข้าเรียนอนุบาลยังต้องสอบเข้า จบอนุบาลแล้วจะต่อโรงเรียนแข็งๆ หน่อยก็ต้องติวเพื่อสอบเข้า ป. 1 แข่งกันไปตลอดจนสอบเอ็นทรานซ์ จบปริญญาตรีกันปีละแสนคน แข่งกันหางานทำอีก มันคือวัฏจักรสัตว์โลกจริงๆ ค่ะ

 


ก่อนหน้านี้ดิฉันมีธุระที่ต้องไปทำแถวสีลมคอมแพล็กซ์ค่ะ พอลงรถไฟฟ้าสถานีศาลาแดงก็ได้ยินเสียงแซ็กเซอร์โฟนดังแว่วมาแต่ไกล เป็นเรื่องชินตา และชินหูสำหรับผู้คนในละแวกนั้น ดิฉันเคยมากี่ทีก็ได้ยินเสียงแว่วมาเป็นประจำที่จะมีคนพิการทางสายตานั่ง เป่าแซกเซอร์โฟนเสียงเจื้อยแจ้ว ให้ผู้ที่เดินไปเดินมาบริจาคเป็นค่าตอบแทนที่เขาเล่นเพลงเพราะๆ ให้เราฟัง มีฝรั่งบางคนยืนฟังอย่างตั้งใจ บ้างก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกด้วย ก็ทำให้ดิฉันคิดไปแบบเหม่อๆ ว่าขนาดเขามองไม่เห็นเขายังเล่นเป็นเลยอ่ะ แล้วเราล่ะตาดีๆ ครบ 32 ทำอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นความสามารถพิเศษได้บ้าง...

 


จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่ดิฉันกำลังจะเขียนต่อไปนี้เองค่ะ ความสามารถพิเศษมีความสำคัญต่อเราอย่างไร จำเป็นไหมว่าเราต้องมีความสามารถพิเศษเพื่อช่วยในการแข่งขันในสังคมได้ หรือพรสวรรค์อะไรซักอย่างที่เราทำได้โดยที่ผู้อื่นทำไม่ได้ หรือสิ่งที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ .....มีไหม ลองนึกดูซิ

 


ถ้าลองมองย้อนกลับไป คำว่าความสามารถพิเศษมีให้เราเห็นตั้งแต่เรายังเด็กๆ ลองไปดูสมุดพกสมัยเรียนอยู่ประถม จะมีช่องที่คุณครูประจำชั้นเขียนให้ว่าเรามีความสามารถพิเศษด้านไหน ซึ่งตอนนั้นเราอาจจะไม่ทราบเลยว่า ตัวเรานั้นมีความสามารถพิเศษในด้านใด ดิฉันลองไปค้นสมุดพกตอน ป. 6 มาดูค่ะ อ๊ะ! มันยังอยู่ดีนะคะ ก็แหม มันเพิ่งผ่านมาไม่นานเองนี่นา....(จริงเหรอ อิ อิ) คุณครูดิฉันเขียนว่า ดิฉันมีความสามารถพิเศษด้านดนตรี

 

อืม...คงจะจริง ครูท่านช่างมองคนแตกฉานเสียจริงค่ะ แต่เหตุใดตอนนี้ดิฉันไม่มีพรสวรรค์ในการเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้เลยซักชิ้น เดียว..? แต่จะว่าครูประจำชั้นคงไม่ได้ เพราะว่าตอนดิฉันอยู่ ม. 3 ดิฉันได้สมัครเข้าชมรมดุริยางค์ของโรงเรียน เนื่องจากว่าชมรมอื่นมันเต็มหมด...เลยต้องเข้าชมรมนี้ ดิฉันได้รับตำแหน่งให้เล่นเครื่องดนตรีคาริเน็ตค่ะ คาริเน็ตเป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง อาจารย์ท่านบอกว่าถ้าดิฉันเป่าเครื่องเป่าได้ชนิดเดียว เครื่องเป่าอะไรในโลกเราก็จะเป่าได้

 

ดิฉันก็ฝึกเป่าไล่โน้ต โด เร มี ...ตอนนั้นมันเมื่อยปากมากค่ะ แล้วน้ำลายทะลักมาก การเป่ามันไมได้เหมือนการลูกโป่ง มันต้องมีดันลมออกมาจากช่องท้อง และก็เอาลิ้นไปดันที่เพดานปาก เมื่อยแก้มมาก เทคนิคเยอะมากมาย ไม่ใช่เป่าแบบธรรมดาๆ กว่าจะเปล่งออกมาได้แต่ละโน้ตเหนื่อยมาก มันไม่ใจเลยค่ะ แล้วดิฉันก็เริ่มเกเร ไม่ไปซ้อม หนีเลย แล้วก็เป่าไม่เป็นในที่สุด จบข่าว...ไม่เป็นอะไรซักอย่าง ยังเสียดายโอกาสตัวเองจนตอนนี้ ถ้าตอนนั้นมีความตั้งใจซักหน่อย ปานนี้ตอนนี้ความสามารถติดตัวดิฉันคงเล่นเครื่องเป่าได้ มันคงจะเท่น่าดูเลยเชียว คิดดูแล้วยังเจ็บใจตัวเองไม่หาย

 


แล้วเล่นดนตรีได้มันเหนือชั้นกว่าคนอื่นอย่างไร มันก็เห็นๆ กันอยู่นะคะ ถ้าคนเล่นเปียโนเป็น กับคนเล่นไม่เป็น ความเก๋ามันก็ต่างกันแล้ว ถึงจะไม่ได้มีวงดนตรีเป็นของตัวเอง แต่เผื่อวันหนึ่งวันไหนได้ออกโชว์งานที่ออฟฟิศ หรืองานเลี้ยงใดก็ตาม คนร้องเพลงได้มีกันตรึม แต่คนเล่นดนตรีเป็นมันน้อยกว่ามาก ถ้าเราขึ้นไปเดี่ยวเปียโนซักเพลง รับรองเคลิ้มกันทั้งงาน คนจะมองเราเปลี่ยนไปเลย ความสามารถพิเศษนั้นทำให้เราเหนือกว่าผู้อื่นเห็นๆ สามารถสร้างความประทับใจได้ง่ายกว่าผู้ที่ต้องพิสูจน์ความสามารถในระยะยาว

 


 ความสามารถพิเศษช่วยเราได้เยอะจริงๆ ลองไปดูนักกีฬาเก่งๆ ถ้าเราเป็นนักกีฬาที่เข้าตาและเล่นอย่างจริงจัง ถ้าจะต่อมหาวิทยาลัยก็มีโควต้าสำหรับนักกีฬาไม่ต้องสอบแอดมิชชั่นให้เครียด แค่เอาเหรียญเอาผลงานที่ผ่านมานำเสนอก็สามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของ ประเทศได้

 


 ความสามารถด้านศิลปะเป็นอีกอย่างที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ คนที่ทำงานด้านออกแบบตกแต่งภายใน สถาปนิก ช่างศิลป์ ช่างปติมากรรม แน่นอนว่าคนทั่วๆ ไม่มีเซ้นต์ทางด้านนี้ แม้จะเรียนมาอย่างเขาแต่ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ย่อมแตกต่างอย่างแน่ นอน นั่นถือว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว ลอกเลียนแบบกันไม่ได้จริงๆ

 


 จากที่พล่ามมาทั้งหมด ก็เป็นเพียงความคิดของดิฉันเองว่า หากเรามีออฟชั่นเสริมเพื่อเพิ่มความเหนือระดับให้กับตัวเอง จะทำให้เราดูมีอะไรโดดเด่นขึ้นมาทันที คนใกล้ตัวดิฉันหลายคน ที่กำลังต่อปริญญาเอก บางคนเรียนภาษาอังกฤษขั้นสูง บางคนเรียนภาษาที่สาม บางคนเรียนทำขนม เรียนซ่อมคอมพิวเตอร์ เรียนตัดเสื้อผ้าหรือเรียนอะไรเพื่อให้ได้ใบประกาศในการประกอบอาชีพที่คน ทั่วไปไม่สามารถทำได้ ดิฉันถือว่าเป็นความเหนือระดับอีกแบบหนึ่งที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อนาคตข้างหน้าเป็นอย่างไรไม่ทราบ

 

เราจะได้อยู่ที่ทำงานเดิม หรือมีโอกาสเข้าไปทำอะไรใหม่ๆ แต่การที่เรามีวิชาติดตัว มีความสามารถที่คนทั่วๆ ไม่สามารถทำได้ นั่นถือว่าเป็นประโยชน์แก่ตัวเองที่สุดแล้ว ลองดูจากคนตาบอดที่เป่าแซกเซอร์โฟนอยู่หน้าสีลมคอมแพล็ก ถ้าเขาเอาแต่นั่งขออย่างเดียว คงไม่ต่างอะไรจากขอทานทั่วไป แต่นี่เขามีวิชาติดตัว ความเหนือชั้นจึงบังเกิด คนยืนฟัง ฝรั่งชอบใจ รายได้ที่ได้รับเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ย่อมมากกว่าขอทานทั่วไปอย่างแน่นอน อาจจะเหนื่อยหน่อยที่ต้องนั่งเป่าเพลง แต่ภาษีเหนือกว่าหลายเท่านัก

 


 เอาล่ะ ลองลุกขึ้นมามองหาดูซิว่า จริงๆ แล้วคุณอยากทำอะไร  หรือชอบสิ่งไหน เช่นอาจจะชอบอ่านหนังสือ ลองหยิบปากกาขึ้นมาเขียนเรื่องราวดู ใครจะไปรู้ เรื่องของคุณอาจได้ตีพิมพ์ก็ได้ หรือคุณชอบดูหนังแอ็คชั่น ชอบคิวบู๊ล้างผลาญ เห็นพระเอกเก่งกังฟูสุดๆ ไม่ลองไปเรียนเทควันโดดู เผื่อคุณอาจจะได้เป็น จี จ้า เล่นจริง ไม่ใช้ สลิงค์ หรือเป็นนักกีฬาเทควันโดทีมชาติขึ้นมาก็ได้ใครจะไม่รู้...จริงม๊ะ!?

 

edit @ 20 Sep 2011 11:02:31 by happyanncan SAY

edit @ 20 Sep 2011 11:03:11 by happyanncan SAY

Comment

Comment:

Tweet